bg-banner-gold-notches

กลุ่มธุรกิจทางการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แถลงผลการดำเนินงานปี 2567 สินเชื่อเติบโต 7% ชูกลยุทธ์ปี 2568 เดินหน้าขยายพอร์ตสินเชื่อ สร้างแบรนด์ LHB SME

ข่าวสารบริษัท
26 ก.พ. 2568
LHFG-Press-Con-2025
กลุ่มธุรกิจทางการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์
แถลงผลการดำเนินงานปี 2567 สินเชื่อเติบโต 7%
ชูกลยุทธ์ปี 2568 เดินหน้าขยายพอร์ตสินเชื่อ สร้างแบรนด์ LHB SME
ขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน


        นายวรวุฒน์ โตเจริญธนาผล President และหัวหน้ากลุ่มงานการเงินและบัญชี บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG กล่าวว่า แม้ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2567 จะค่อยๆ ฟื้นตัวจากการส่งออก การท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชน ที่ได้รับการสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล แต่ผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังคงมีอยู่ รวมถึงความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยี สภาพแวดล้อม และภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

        อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจทางการเงินบริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยในปี 2567 มีอัตราการเติบโตถึง 7.3% ส่งผลให้มียอดสินทรัพย์ 346,863 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 2,047 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลการดำเนินงานที่น่าพอใจ แม้ว่าธุรกิจหลักทรัพย์จะได้รับผลกระทบจากสภาวะตลาดทุน


        พันธสัญญาด้านธรรมาภิบาลและการเติบโตอย่างยั่งยืน ปี 2568

        แผนธุรกิจในปี 2568 บริษัทและบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นสถาบันการเงินที่ให้บริการทางการเงินครบวงจร เติบโตอย่างยั่งยืน และมีธรรมาภิบาล ซึ่งเห็นได้จากผลการดำเนินงานที่โดดเด่นและรางวัลต่างๆ ที่ได้รับ เช่น ผลประเมินระดับดีเลิศด้านการกำกับดูแลกิจการประจำปี 2567, หุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings, ESG100 Sustainability Disclosure Recognition และ Carbon Neutral Certificate"


        LH Bank ผลการดำเนินงานอันแข็งแกร่ง กำไรเติบโตถึง 18.7%

        นายฉี ชิง-ฟู่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank เปิดเผยผลการดำเนินงานของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีกำไรสุทธิ 2,010 ล้านบาท เติบโต 18.7% เมื่อเทียบกับปี 2566 ปัจจัยขับเคลื่อนผลการดำเนินงาน ได้แก่ การขยายตัวของสินเชื่อ รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และการควบคุมคุณภาพสินเชื่อที่เข้มงวด โดยสินเชื่อเติบโต 6.6% และสามารถรักษาสัดส่วนหนี้เสีย (NPL) ในระดับต่ำที่ 2.34% พร้อมตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญอย่างระมัดระวัง ทำให้มีอัตราส่วนความคุ้มครองหนี้เสีย (NPL Coverage Ratio) สูงถึง 214%


        ในปี 2567 ธนาคารประสบความสำเร็จในการขยายสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจไต้หวันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเติบโตถึง 43% ด้วยการสนับสนุนจาก CTBC Bank ซึ่งเป็นธนาคารเอกชนอันดับ 1 ของไต้หวัน และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ นอกจากนี้ สินเชื่อที่อยู่อาศัยยังเติบโต 12%


        กลยุทธ์ปี 2568 เน้นขยายสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อ SME การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้กับธุรกิจและความยั่งยืน

        สำหรับปี 2568 ธนาคารมีกลยุทธ์มุ่งเน้นการขยายสินเชื่อธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ รวมถึงบริการ Trade Finance และ FX เพื่อรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) โดยใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของ CTBC Bank ในการเข้าถึงฐานลูกค้าที่มีศักยภาพ พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อและบริการทางการเงิน นอกจากนี้ ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนสินเชื่อ SME ผ่านการพัฒนา Product Program ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า และสร้างการรับรู้ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ SME ด้วยการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อและกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งขยายช่องทางการให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าในพื้นที่เศรษฐกิจ EEC ซึ่งเป็นศูนย์กลางการลงทุนและอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ โดยจะเปิดสาขาอมตะซิตี้ ชลบุรี (Business Branch) ในช่วงต้นไตรมาสที่ 2 ของปี 2568

        ในส่วนของลูกค้ารายย่อย ธนาคารมุ่งเน้นการขยายตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัย การออกผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่ๆ เช่น เงินฝากอัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลูกค้า Wealth และเงินฝากสกุลเงินตราต่างประเทศ (FCD) รวมถึงการเพิ่มฐานลูกค้าผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและ Ecosystem ของพันธมิตร


        ธนาคารให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Sustainable Banking) โดยมีแผนสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของลูกค้าผ่านการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อม และสินเชื่อเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว โดยร่วมมือกับพันธมิตรและบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำด้านสิ่งแวดล้อม


        นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด หรือ
LH Fund กล่าวว่า ปี 2568 บริษัทมุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานสู่การเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนชั้นนำ โดยชูกองทุนเรือธงที่มีจุดเด่นด้านผลการดำเนินงาน พร้อมเน้นการลงทุนที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นรองรับทุกสภาวะตลาด และรักษาคุณภาพของผลการดำเนินงานของกองทุนให้อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินของนักลงทุน

        โดย LH Fund จะคัดสรรกองทุนที่มีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยม (Best-in-Class) ทั้งกองทุนรูปแบบ Feeder Fund และกองทุนที่ลงทุนตรงในหุ้นต่างประเทศ พร้อมกลยุทธ์ใหม่ในการลงทุนสู่โลกยุคเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) เพื่อเพิ่มโอกาสการเติบโตให้กับนักลงทุน และเตรียม IPO กองทุนหุ้นและกองทุนตราสารหนี้ที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลกจากระบบเศรษฐกิจแบบโลกาภิวัตน์สู่ระบบเศรษฐกิจหลายขั้ว (Multi-polar Model) รวมทั้งเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ด้วยกองทุนที่เชื่อมโยงกับดัชนีความผันผวน (Volatility Index) เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนในทุกสถานการณ์ตลาด สำหรับกองทุนส่วนบุคคลจะขยายฐานลูกค้าด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการการลงทุนที่ตอบโจทย์เฉพาะราย ในส่วนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) บริษัทได้พัฒนาระบบ Life Path อย่างต่อเนื่อง ซึ่งระบบนี้จะช่วยปรับพอร์ตการลงทุนของสมาชิกโดยอัตโนมัติตลอดระยะเวลาการเป็นสมาชิก PVD สำหรับกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) บริษัทมีแผนเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินผ่านการเติบโตแบบ organic และ inorganic growths และมีแผนซื้อทรัพย์สินใหม่ควบคู่กับการปรับทรัพย์สินในพอร์ตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่นักลงทุนอย่างยั่งยืน

        ผลการบริหารจัดการกองทุนสิ้นปี 2567 บริษัทมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) นับรวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) รวม 63,992 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 15 จากปี 2566 สำหรับกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) มีขนาดกองทุนอยู่ที่ 14,152 ล้านบาท และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) มีขนาดกองทุนอยู่ที่ 9,641 ล้านบาท

        นายกานต์ อรรถธรรมสุนทร กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ (LH Securities) กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจหลักทรัพย์ปี 2567 เป็นปีที่ยากลำบากสำหรับธุรกิจหลักทรัพย์สะท้อนได้จากภาวะตลาดหุ้นไทยที่ผันผวนในลักษณะซึมลงอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ปิดตลาดที่ 1,400.21 จุด ลดลงร้อยละ 1.1 ถือเป็นการปรับลดลง 2 ปีติดต่อกันเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ทศวรรษ โดยมีแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติเป็นตัวกดดันหลักโดยขายสุทธิถึง 1.47 แสนล้านบาท ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 50 ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด ทั้งนี้มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันที่ 46,550 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 13

        โดยปี 2567 บริษัทได้เพิ่มบริการด้านที่ปรึกษาการลงทุน เพื่อเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์และที่ปรึกษาการลงทุนเพื่อทดแทนรายได้ค่านายหน้าที่ลดลง และพัฒนาช่องทางบริการโดยเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน LHB You ของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการที่สะดวก และรวดเร็ว สำหรับผลการดำเนินงานปี 2567 มีรายได้ค่านายหน้า 101.3 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 23.0 เมื่อเทียบกับปี 2566 หลักๆ มาจากการหดตัวลงของปริมาณการซื้อขายของตลาดหุ้นไทย ซึ่งกระทบกับรายได้ค่านายหน้าทั้งอุตสาหกรรม

        สำหรับกลยุทธ์ปี 2568 บริษัทเน้นสร้าง Passive income จากธุรกิจอื่นที่มิใช่รายได้ค่าหน้านาย เช่น รายได้ดอกเบี้ยจาก Margin Loan รายได้เงินปันผลรับ และรายได้จากค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์และ ที่ปรึกษาการลงทุน รวมถึงพัฒนาด้านระบบเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มจำนวนลูกค้าและเพิ่มการมีส่วนร่วม (Engagement) ของลูกค้าเดิมจากบริการที่สะดวกรวดเร็วและปลอดภัย พร้อมกับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

ข่าวสารล่าสุด